กลับเข้ามาอีกครั้งเพราะ ไปอ่านเจอบทความนี้
อยากเอามาแบ่งบันให้แก่กันค่ะ (เพราะตัวเองก็เป็นโรคนี้)
โรคซีด ภัยเงียบที่คาดไม่ถึง
ผศ.อรพิน รังษีสาคร
หากท่านมีอาการเหนื่อยง่าย เซื่องซึม ผิวขาวซีด อย่าชะล่าใจไปนะคะ เพราะอาการซีดอาจเป็นสภาวะที่รุนแรงของสุขภาพได้ โดยปัจจุบันมีเด็กไทยต้องเผชิญกับภาวะโรคซีดหลายล้านคน เป็นภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพของเด็กๆ อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ในจำนวนผู้ที่เป็นโรคซีดนี้ งานวิจัยพบว่าเด็กไทยตกอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็กประมาณร้อยละ 10 ถึง ร้อยละ 20 เกิดจากภาวะขาดสารอาหาร ตั้งแต่แม่ท้องจนเด็กเติบโต โดยมีสาเหตุจากกินอาหารไม่เหมาะสม กล่าวคือ รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ หรือจากการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารที่รับประทานไม่ดี เนื่องจากชนิดและรูปแบบอาหารที่รับประทาน ธาตุเหล็กที่มาจากเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่าธาตุเหล็กที่มาจากพืชผัก เมื่อกินวิตามินซี จะกระตุ้นให้มีการดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น แต่เมื่อกินอาหารที่มี “ไฟเตท” ซึ่งพบมากในพืชผักบางชนิด จะยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนี้สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กอีกสาเหตุหนึ่ง คือ การเสียเลือดเรื้อรังภายในร่างกาย เช่น จากโรคกระเพาะอาหาร และ จากหนอนพยาธิ เช่น พยาธิปากขอ
โรคซีดที่เกิดจากภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก จะทำให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอที่จะสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นผู้ที่มีการขาดธาตุเหล็กจนมีอาการซีด หรือจนขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กลง ก็นับว่าขาดธาตุเหล็กอย่างมากแล้ว ในหญิงมีครรภ์ การขาดธาตุเหล็ก จะเสี่ยงต่อการตกเลือด และทำให้เด็กในครรภ์ตัวเล็ก อาจเสียชีวิตก่อนคลอด คลอดมาแล้วมีความต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง การเจริญเติบโตทั้งกายและจิตใจด้อยลง และมีจำนวนธาตุเหล็กสะสมในร่างกายน้อย ในเด็กวัยเรียน ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญต่อการพัฒนาตนสมอง และสติปัญญา หากขาดอาจทำให้สมาธิและประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กลดลง ภูมิต้านทานโรคต่ำ และคนทั่วไปจะทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง เหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ขาดสมาธิ ถ้าขาดธาตุเหล็กจนซีดมากๆ อาจทำให้หัวใจวายตายได้
โรคซีดสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา และบุคคลอันเป็นที่รักของเราได้ค่ะ เพียงถ้าดูแลเอาใจใส่ทั้งด้านอาหาร และวางแผนการตั้งครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ หญิงมีครรภ์ควรฝากครรภ์และรับยาเม็ดธาตุเหล็กรับประทานเป็นประจำทุกวัน เด็กต้องได้รับสารอาหารธาตุเหล็กที่เหมาะสมตั้งแต่เป็นทารกในท้องแม่ และแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลัก เมื่อเด็กโตควรได้รับอาหารมื้อหลัก 3 มื้อที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เลือด เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบเขียว กินอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น ผลไม้ประเภท ส้ม ฝรั่ง และผักสด เป็นต้น งดอาหารที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ ชา กาแฟ ป้องกันและรักษาโรคพยาธิต่างๆ โดยเฉพาะพยาธิปากขอ โดยการสวมรองเท้า ถ่ายอุจจาระลงในส้วม รับประทานอาหารสะอาด ควรรับประทานยาถ่ายพยาธิหากตรวจพบไข่พยาธิ